คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ร่วมแสดงความคิดเห็น ติดต่อฝ่ายเลขานุการ

ร่างแผนการพิจารณาศึกษารายด้าน

แผนปฏิบัติรายด้านทั้งสี่ด้าน พร้อมประเด็นพิจารณาศึกษา หน่วยงานที่ควรเชิญมาชี้แจง และชุดคำถามสำหรับการชี้แจง

แนวทางร่วม

วิธีการและกรอบเวลาที่ใช้ร่วมกัน

วิธีการพิจารณาศึกษา

  1. ศึกษาเอกสาร กฎหมาย กฎหมายลำดับรอง สถิติ และงบประมาณที่เกี่ยวข้อง
  2. เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงตามชุดคำถามที่กำหนด
  3. รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
  4. ศึกษาดูงานหรือลงพื้นที่เมื่อจำเป็น
  5. ศึกษาเปรียบเทียบต่างประเทศและพันธกรณีระหว่างประเทศ (CRC, CRPD, SDG 4)
  6. จัดทำรายงานผลการพิจารณาศึกษา ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ เสนอผ่านคณะกรรมาธิการ

กรอบเวลาโดยประมาณ

ระยะกิจกรรมหลัก
ระยะ ๑ (เดือน ๑–๒)กำหนดกรอบ รวบรวมเอกสาร เชิญหน่วยงานหลักชี้แจง
ระยะ ๒ (เดือน ๓–๕)รับฟังผู้มีส่วนได้เสีย ลงพื้นที่ วิเคราะห์ช่องว่าง
ระยะ ๓ (เดือน ๖–๗)ยกร่างข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ รับฟังเพิ่มเติม
ระยะ ๔ (เดือน ๘)จัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์เสนอคณะกรรมาธิการ

ด้าน ๑

การส่งเสริมการเรียนรู้

พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นกฎหมายใหม่ที่จัดตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้และวางระบบการเรียนรู้สามรูปแบบ การติดตามการบังคับใช้ในระยะแรกจึงสำคัญต่อการวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วัตถุประสงค์

  • ประเมินความคืบหน้าและความพร้อมของการบังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. ๒๕๖๖
  • ระบุช่องว่างของการเข้าถึงและคุณภาพของการจัดการเรียนรู้ทั้งสามรูปแบบ
  • เสนอแนะแนวทางเชิงกฎหมาย นโยบาย และงบประมาณเพื่อยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ประเด็นพิจารณาศึกษาหลัก

  1. ความคืบหน้าการจัดตั้งและการปรับบทบาทของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และการถ่ายโอนภารกิจจากสำนักงาน กศน. เดิม
  2. การจัดการเรียนรู้สามรูปแบบตามมาตรา ๖ ในด้านงบประมาณ บุคลากร และความครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย
  3. สถานะการพัฒนาระบบเทียบระดับ เทียบโอน และสะสมหน่วยการเรียนรู้ (มาตรา ๑๔–๑๕) และการยอมรับคุณวุฒิ
  4. การเข้าถึงของกลุ่มเปราะบางและการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ (มาตรา ๑๖(๔))
  5. การเชื่อมโยงกับการศึกษาภาคบังคับ (มาตรา ๑๒ วรรคท้าย) และการใช้ กยศ. เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  6. บทบาทของคณะกรรมการส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด และการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย

ด้าน ๒

การศึกษาเอกชน

การศึกษาเอกชนช่วยเพิ่มทางเลือกและแบ่งเบาภาระการจัดการศึกษาของรัฐ ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประเด็นสำคัญคือความเป็นธรรมของการอุดหนุน การคุ้มครองครู และผลกระทบเชิงระบบ

วัตถุประสงค์

  • ประเมินความเป็นธรรมและประสิทธิภาพของกลไกการอุดหนุนและสิทธิประโยชน์แก่โรงเรียนเอกชน
  • ตรวจสอบการคุ้มครองการทำงานและสวัสดิการของครูและบุคลากร
  • เสนอแนะแนวทางส่งเสริมและกำกับดูแลการศึกษาเอกชนอย่างสมดุล

ประเด็นพิจารณาศึกษาหลัก

  1. ระบบและอัตราการอุดหนุนรายหัว (มาตรา ๔๘) ความเป็นธรรมต่อโรงเรียนขนาดเล็ก การกุศล และสอนศาสนา
  2. สิทธิประโยชน์ทางภาษีและอากร และการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ (มาตรา ๔๙)
  3. การคุ้มครองการทำงานและสวัสดิการของผู้อำนวยการ ครู และบุคลากร รวมถึงกองทุนสงเคราะห์
  4. การจัดการศึกษาสำหรับนักเรียนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีความสามารถพิเศษ (มาตรา ๔๘(๒))
  5. ประสิทธิภาพและความเป็นธรรมของการกำกับดูแล (มาตรา ๘๗–๙๑) และระบบอุทธรณ์
  6. การกำกับและส่งเสริมโรงเรียนนอกระบบ และแนวโน้มจำนวนนักเรียน/โรงเรียนเอกชน

ด้าน ๓

การศึกษาพิเศษ

พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม รับรองสิทธิของคนพิการอย่างกว้างขวาง การพิจารณาจึงมุ่งช่องว่างระหว่างสิทธิตามกฎหมายกับการปฏิบัติจริง โดยคำนึงถึงหลักเรียนรวมและพันธกรณี CRPD

วัตถุประสงค์

  • ประเมินการบังคับใช้สิทธิทางการศึกษาของคนพิการตามกฎหมาย
  • ตรวจสอบความเพียงพอของครู เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก และรูปแบบการจัดการศึกษา
  • เสนอแนะแนวทางยกระดับการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับหลักเรียนรวม

ประเด็นพิจารณาศึกษาหลัก

  1. การบังคับใช้สิทธิเรียนฟรีตั้งแต่แรกพบความพิการ (มาตรา ๕) และการเข้าถึงบริการจริง
  2. คุณภาพและการติดตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ในสถานศึกษาทุกสังกัด (มาตรา ๘)
  3. การบังคับใช้หลักห้ามปฏิเสธการรับเข้าเรียน และสัดส่วนการรับเข้าศึกษาต่อในอุดมศึกษา (มาตรา ๘)
  4. ความเพียงพอ คุณภาพ และค่าตอบแทนของครูการศึกษาพิเศษ (มาตรา ๖)
  5. การเข้าถึงเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ และบริการที่ใช้ประโยชน์ได้จริง
  6. ความครอบคลุมของรูปแบบการจัดการศึกษา และการดำเนินงานของกองทุนฯ คนพิการ (มาตรา ๒๑)

ด้าน ๔

ความเท่าเทียมและการลดความเหลื่อมล้ำ

รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๔ วรรคห้าและหก เป็นที่มาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ การพิจารณามุ่งความแม่นยำของการระบุกลุ่มเป้าหมาย ประสิทธิผลของมาตรการ และการบูรณาการกองทุน โดยให้ความสำคัญกับเด็กปฐมวัยและเด็กนอกระบบ

วัตถุประสงค์

  • ประเมินความครอบคลุมและความแม่นยำของการระบุกลุ่มเป้าหมายผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์และผู้ด้อยโอกาส
  • ประเมินประสิทธิผลของมาตรการต่อการคงอยู่และการสำเร็จการศึกษา
  • เสนอแนะการบูรณาการกองทุนและมาตรการเพื่อลดความซ้ำซ้อน

ประเด็นพิจารณาศึกษาหลัก

  1. ความครอบคลุมและความแม่นยำของการระบุกลุ่มเป้าหมายของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
  2. ประสิทธิผลของมาตรการช่วยเหลือต่ออัตราการคงอยู่และการสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  3. เด็กปฐมวัยในฐานะจุดตัดของความเหลื่อมล้ำ และการดูแลร่วมกับ อปท. และเอกชน (มาตรา ๕๔ วรรคสอง)
  4. การดำเนินงานของ กยศ. (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๖ การขยายโอกาสและการชำระคืนตามรายได้
  5. ความซ้ำซ้อนและการบูรณาการระหว่างกองทุนด้านการศึกษาหลายฉบับ
  6. มาตรการงบประมาณและภาษีตามมาตรา ๕๔ วรรคหก และฐานข้อมูลเด็กนอกระบบการศึกษา

ส่วนที่ ๖

ชุดคำถามมาตรฐานสำหรับทุกหน่วยงาน

  1. โปรดสรุปภารกิจ อำนาจหน้าที่ และโครงสร้างการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง
  2. งบประมาณและอัตรากำลังในสามปีงบประมาณล่าสุดเพียงพอต่อภารกิจหรือไม่
  3. ตัวชี้วัดและผลการดำเนินงานที่สำคัญเป็นอย่างไร
  4. อุปสรรคและข้อจำกัดสำคัญในการปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบายมีประการใด
  5. มีกฎหมาย กฎหมายลำดับรอง หรือระเบียบใดที่ควรปรับปรุงหรือยกร่างเพิ่มเติม
  6. หน่วยงานมีข้อเสนอแนะเชิงกฎหมาย นโยบาย หรืองบประมาณต่อคณะอนุกรรมาธิการฯ อย่างไร

ร่วมแสดงความคิดเห็น

เปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน

ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนผู้สนใจสามารถร่วมเสนอความคิดเห็นต่อการพิจารณาศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ที่เว็บไซต์รับฟังความคิดเห็น

opinion.thamdee.com